Tuesday, February 27, 2007

บรรยากาศที่ Fram Chokchai แอบมีรุปมาโชว์ด้วย


เอารุปรวมไปดูก่อนล่ะกันนะ (ทำไมเล็กจัง แฮะ)
ฟาร์มโคนม
ปัจจุบันฟาร์มโชคชัยได้รับการยอมรับว่าเป็นฟาร์มโคนมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและการจัดการดีที่สุดแห่งหนึ่งในภาคพื้นเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ มีจำนวนโคทั้งหมดในฝูงประมาณ 5,000 ตัว แบ่งเป็นแม่โครีดนมประมาณ 2,000 ตัว และอีก 3,000 ตัวเป็นลูกโคและแม่โคสาวที่รอเวลาที่จะเติบโตมาเป็นแม่โครีดนมเพื่อใช้ภายในฟาร์ม และจำหน่ายให้กับเกษตรกรรายย่อย ทั้งในและต่างประเทศในปีหนึ่งๆ ฟาร์มจะสำรองไว้จำหน่ายปีละประมาณ 500 ตัว ฟาร์มโชคชัยถือว่าเป็นฟาร์มแรกในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ประสบความสำเร็จในการผลิตแม่โคนมเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ เพื่อนำไป เป็นแม่พันธุ์ ปัจจุบันฟาร์มผลิตน้ำนมดิบได้วันละ 30 ตัน และมีค่าเฉลี่ยผลผลิตน้ำนมจากแม่โค 1 ตัวที่ประมาณวันละ 18 กก. / ตัว / วัน
พื้นที่
ฟาร์มโชคชัยมีพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ CR เป็นอักษรย่อมาจาก “CHOKCHAI RANCH” ซึ่งเป็นชื่อเรียกสถานที่ตั้ง ของฟาร์มต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 5 ฟาร์มด้วยกันโดยในแต่ละฟาร์มมีบทบาทของเนื้องานที่แตกต่างกันไป ในแต่ละ ฟาร์มถึงแม้โดยแนวเขตจะไม่ติดกันระหว่างฟาร์มต่อฟาร์มแต่ก็อยู่ในรัศมีที่ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตร
CR 1 เนื้อที่ 3,100 ไร่ เป็นศูนย์การจัดการงานการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร CR 2 เนื้อที่ 2,500 ไร่ เป็นแหล่งอาหารหยาบโดยเฉพาะการทำหญ้าแห้งCR 3 เนื้อที่ 5,300 ไร่ เป็นฟาร์มที่ใช้ในการเลี้ยงแม่โคสาวก่อนที่จะทำการรีดนม CR 4 เนื้อที่ 8,600 ไร่ เป็นแหล่งของอาหารหยาบรวมถึงการทำหญ้าแห้ง และข้าวโพดหมัก CR 5 เนื้อที่ 500 ไร่ เป็นแหล่งอาหารหยาบโดยเฉพาะการทำหญ้าแห้ง

ลักษณะโครงสร้างของดิน

หมายเหตุ:ดินเหนียว: เหมาะสำหรับการปลูกหญ้าที่ชอบน้ำขังดินร่วนเหนียว: เหมาะสำหรับการปลูกข้าวโพดดินร่วนทราย: เหมาะสำหรับการปลูกหญ้าที่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง
พันธุ์โคนม
“CHOKCHAI FRIESIAN” เป็นสายพันธุ์โคนมที่ฟาร์มโชคชัยได้ทำการพัฒนาขึ้นมาให้เป็นแม่พันธุ์โคนมของฟาร์มโดย ต้นกำเนิดมาจากสายพันธุ์โคนม SAHIWAL และ HOLSTEIN FRIESAIN จากประเทศ NETHERLAND จากสายพันธุ์โคนมลูกผสมนี้ ทางฟาร์มได้ทำการพัฒนาต่อโดยคำนึงถึงสภาพสิ่งแวดล้อมและการจัดการภายในประเทศซึ่งแตกต่าง จากการจัดการในต่างประเทศให้สายพันธุ์โคนมของฟาร์มโชคชัยมีปริมาณการให้น้ำนมที่สูงและยังทนกับสภาพการจัดการ และลักษณะการเลี้ยงโคนมในแบบเอเชียอีกด้วย

Friday, February 23, 2007

ลองอ่านดูจ้า^0^

Apoisoncree
WilliamBlake1757-827
Iwasangrywithmyfriend :
Itoldmywrath, mywrath did end.
J'étais fâché avec le myfoe ;
Je l'ai dit que pas, ma colère s'est développée.
Et je l'ai arrosée en craintes,
nuit et matin avec mes larmes ;
Et je l'ai exposée au soleil avec mes sourires et avec les wiles trompeurs mous.
Et elle a accru jour et nuit,
jusqu'à ce qu'il alésage une pomme lumineuse ;
Et mon ennemi l'a vue éclat.
Et il a su qu'il était le mien,
et dans ma étole de jardin quand la nuit avait voilé le poteau ;
En matin heureux je vois mon ennemi tendu sous l'arbre.

ต้นไม้อาบยาพิษ
วิลเลียม เบลค (2300-2370)
ฉันอัดอั้นขึ้งโกรธเพราะโทษเพื่อน
ฉันรีบเตือนเพื่อนรักโกรธจักหาย
ฉันแค้นเคืองศัตรูไม่รู้คลาย
กลับเก็บไว้เพื่อโทสะจะเติบโต
ฉันรดน้ำความอาฆาตอย่างหวาดหวั่น
ด้วยน้ำตาที่หมายมั่นกลั่นโมโห
ให้แดดมันด้วยหน้างามยามยิ้มโชว์
พร้อมเล่ห์เหลี่ยมหลอกคนโง่ให้งมงาย
มันเติบโตทุกคืนวันเจ้าความโกรธ
จนช่วงโชติออกผลปลั่งสุกใส
ศัตรูฉันเห็นมันเข้าทันใด
เขารู้ได้เจ้าของมันคือฉันเอง
จึงปีนป่ายหมายขโมยมันจากต้น
ใต้เงามืดเขาสอยหล่นอย่างเร่งรีบ
เช้าตื่นนอนฉันแสนสุขลุกร้องเพลง
ผลสุกเปล่งฆ่าศัตรูร้ายใต้ไม้งาม
อ่านเผินๆ อาจจะดูเหมือนผู้พูดสนันสนุนให้ผูกอาฆาต พอแก้แค้นสำเร็จแล้วจะได้สะใจแต่ถ้าอ่านโดยละเอียดแล้วจะเห็นว่าแม้ท้ายที่สุด ศัตรูของเราจะได้รับผลของความโกรธแค้นของเราไปเต็มๆ (ด้วยการกินผลไม้แห่งความแค้นแล้วตาย) แต่คนที่หมกมุ่นและเจ็บปวดที่สุด ก็คือ ตัวเราเองที่ต้องมากัดฟัน บ่มเพาะความแค้นด้วยน้ำตา รอคอยจนกระทั่งมันเติบโตเต็มที่พร้อมจะเอาคืนคนที่ทำร้ายเรา หรือทำให้เราไม่พอใจ ในระหว่างนั้นศัตรูของเราไม่รู้เรื่องราวอะไรด้วยเลย เขาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ในขณะที่เราจมปลักอยู่กับความเจ็บปวดด้วยไฟแค้น และแน่นอนค่ะ ต้นไม้อาบยาพิษทั้งต้นก็งอกงามอยู่ในสวนของเราเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน และก็ยังผลิดอกออกผลไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่เรายังมีโทสะนี้อยู่
ที่น่าสนใจก็คือ มนุษย์เรามักจะเลือกปฏิบัติกับมิตรอย่างหนึ่ง กับศัตรูอย่างหนึ่ง แม้จะเป็นประเด็นปัญหาเดียวกัน หากเกิดขึ้นกับเพื่อน เราจะสามารถต่อว่าหรือระบายออกไปได้อย่างตรงไปตรงมา เรื่องราวขัดข้องใจก็จะได้รับการคลี่คลาย ความโกรธก็จะหมดไป เปลี่ยนแปลงเป็นความเข้าใจแต่หากเรามีปัญหาหรือไม่พอใจศัตรูเมื่อไร เราจะเก็บงำเอาไว้ ปล่อยให้อารมณ์มันคุกรุ่นและเพิ่มพูนเป็นความอาฆาตพยาบาท บทกวีบทนี้ ในที่สุดแล้ว จึงเหมือนกับจะตั้งคำถามว่า “ในเมื่อความแค้นมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เรายังจะอยากเก็บความแค้นไว้ในใจอยู่อีกหรือ? “หากว่าเราปฏิบัติกับศัตรูเหมือนกับมิตร ชีวิตเราจะเป็นสุขกว่านี้หรือไม่? คำตอบก็อยู่ที่ใจของแต่ละคนแล้วล่ะค่ะ

วันนี้เราก็หาบทกวีดีๆมาให้เพื่อนๆได้อ่านกันบ้างแล้วเป็นไงบ้าง Ment ตอบกันบ้างนะ บายๆ

หุหุแอบมีรุปเพื่อนมาโชว์กันด้วย มาดูกัน

หุหุถ้าสามคนี้รู้เข้าต้องดีใจแน่เลยที่เราแอบเอารุปมาลง ๑^-^๑5555+

คราวหน้าจะเ ป็นครัยติดตามตอนต่อไปจ้า



Friday, February 16, 2007

Comète


Comète

En astronomie, une comète est un petit astre brillant du système solaire, dont l'orbite a généralement la forme d'une ellipse très allongée, et souvent accompagné d'une longue traînée lumineuse due à l'interaction entre la comète à vitesse élevée au voisinage du Soleil et le vent solaire.


Hale Bopp en 1997


Histoire

Une comète est un corps de forme irrégulière pouvant atteindre une dizaine de kilomètres de diamètre, elle est constituée de glace et de poussière. Les comètes étaient à l'origine un halo lumineux qui apparaissait épisodiquement dans le ciel, et qui était interprété, selon son aspect et la période historique, comme un signe de bon ou mauvais augure. En fait, elles ne deviennent visibles que quand elles se rapprochent du soleil, car elles réfléchissent sa lumière.
Elles se sont formées en même temps que le système solaire, dans ses régions froides, il y a 4,6 milliards d'années.
L'étude scientifique des comètes au XXe siècle a révélé leur vraie nature.

Wednesday, February 14, 2007

ประวัติวันวาเลนไทน์





อิอิ ไหนๆเราก็อัพเปนภาษาไทยและขออัพประวัติวันวาเลนไทน์ ภาคภาษาไทยหน่อยนะ แล้วคราวหน้าเราจะนำเสนอความรุ้ใหม่ๆมาให้เพื่อนได้อ่านกันอีกจ้า
The History of Valentine's Day
กุมภาพันธ์เป็นเดือนที่อบอวลไปด้วยความสุขการแสดงถึงความรัก ความห่วงใยถึงคนที่ เราปรารถนาดีและอยากให้เขามีความสุข และเป็นที่รับรู้กันทั่วโลกว่าวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรักหรือ Valentine’s Day และวันนี้ยังมีคิวปิด หรือกามเทพ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของ วันวาเลนไทน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คิวปิดเป็นบุตรของวีนัสและมาร์ส แต่ ชาวกรีกเรียกคิวปิดว่า อีรอส ภาพของ คิวปิดที่มนุษย์โลกปัจจุบันได้รู้จักก็คือภาพเด็กน้อยที่ถือคันธนูและลูกศร มีหน้าที่ยิงศรรักให้ปักใจคน ปัจจุบัน คิวปิดและธนูของเขากลายมาเป็น เครื่องหมายแห่งความรักที่เป็นที่รู้จัก มากที่สุด และความรักของเขามีกล่าวถึงบ่อยในภาพของ การยิงศรรัก ระหว่าง หัวใจสองดวงให้รักกัน เรียกกันว่า ศรรักคิวปิด เราจึงมาเล่าสู่กันฟังเกี่ยว กับประวัติความเป็นมาและความสำคัญ ของวันนี้กันค่ะ
เทศกาลวาเลนไทน์ เริ่มมีขึ้น ตั้งแต่ยุคที่จักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ในยุคนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกจัดให้เป็นวันหยุดเพื่อเป็นเกียรติแต่เทพเจ้าจูโนผู้เป็น จักรพรรดินีแห่งเทพเจ้าโรมัน นอกจาก นี้แล้วพระองค์ยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่ง อิสตรีเพศและการแต่งงานและในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นวันเริ่มต้นเทศกาล เฉลิมฉลองแห่งลูเพอร์คาร์เลีย การ ดำเนินชีวิตของหนุ่มสาวจะ ถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคลอดิอัส ที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่ง กรุงโรม พระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มี ใจคอดุร้ายและทรงนิยม การ ทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในกองทัพเนื่องจากไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโอง การสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและ แต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง และขณะนั้น มีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ซึ่งอาศัยอยู่ในโรมได้ ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์หลายคู่ และด้วยความปรารถนา ดีนี้เองจึงทำให้วาเลนไทน์ถูกจับและระ หว่างนี้ก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ ของเขาเองขณะที่เขาเป็นนักโทษ เป็น ความเชื่อว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิง สาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อจูเลีย ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับ สุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine” . วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูก เก็บไว้ที่โบสถ์ พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุม ศพของวาเลนตินัส แด่ผู้เป็น ที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทน แห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มา จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเบื้อง หลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะ เป็นตำนานที่มืดมัว แต่เรื่องราวยังคง แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร ความ กล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมาย ของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจ เลยว่าในช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลอง เทศกาลแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มจะเลือก หญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
วาเลนไทน์ ในแต่ละประเทศจะมีประเพณีหรือการ ปฏิบัติที่แตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมแล้ว จะมีการเฉลิมฉลองและเป็นการแสดงถึง ความรักที่มีระหว่างกัน ต่อมาเมื่อความ เจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีทางด้าน การพิมพ์เข้ามาเกี่ยวข้องมีการพิมพ์บัตร อวยพรโดยเข้ามาแทนที่จดหมายที่ เขียนด้วยลายมือ และปัจจุบันก็มีการส่ง บัตรอวยพรทางออนไลน์เพื่อแสดงถึงความ ก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วย ให้คนที่ต้องการแสดงความรักความห่วงใย ถึงคนที่รักได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ประวัติ วันวาเลนไทน์นี้ เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมา จนถึงปัจจุบัน เท่าที่ค้นหามาได้นี้เป็นเพียง หนึ่งในหลายๆเรื่องเท่านั้น แต่ไม่ว่าประวัติ ที่แท้จริง จะเป็นอย่างไรก็ตาม ใน ปัจจุบัน นี้เราได้ถือว่าวันวาเลนไทน์เป็น วันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยที เดียว คุณสามารถส่งดอกไม้ ขนมและ การ์ด เพื่อบอกความนัยให้แก่คนพิเศษ ของคุณ วันนี้จะเป็นวันที่เราส่งความรู้สึก ดีๆให้แก่กัน...
เป็นไงกันบ้างเพื่อน ๆ เพื่อนก็ได้รู้ประวัติของวันแห่งความรักกันไปแล้วนะ อิอิ แล้วเพื่อนอย่าลืมติดตามล่ะว่าคราวหน้าเราจะอัพเรื่องอะไรอีก...
อิอิ Bye Bye (*0*)

ตำนานกามเทพ @^-^@

ในอดีตกาลนามมาแล้ว เค้าว่ากันว่า มนุษย์ทุกคนมีหัวใจด้วยกันทั้งหมดสองดวง แต่ยังมีเทวดาน้อยอยู่องค์หนึ่งซึ่งไม่รู้จักสิ่งที่เค้าเรียกว่าหัวใจ ด้วยความที่สงสัยว่าหัวใจนั้นมันเป็นอย่างไร เทวดาน้อยจึงได้ไปถามนางฟ้าผู้ที่ดูแลทางเข้าออกของประตูสวรรค์… “ท่านนางฟ้า โปรดบอกข้า หัวใจคืออะไร…?” “หัวใจ…ก็คือสิ่ง บริสุทธิ์ สวยงามที่สุดของมนุษย์ยังไงเล่า”“แล้วสิ่งที่เรียกมนุษย์อยู่แห่งใดล่ะ…?” “อยู่เบื้องล่างยังอีกฟากของประตูสวรรค์นี่ยังไงเล่า“ “เปิดประตูให้ข้าไปชมหัวใจของมนุษย์ได้มั้ย นางฟ้า…?” “มิได้หรอก มันผิดกฎของสวรรค์ เจ้ากลับไปซะเถอะ แค่เจ้ามาสนทนากับข้าก็ผิดมากเท่าใดแล้ว เจ้ารู้ตัวมั้ย เจ้าเทวดาน้อย” เทวดาน้อยทำทีว่าหันหลังกลับไป แต่ด้วยความที่อยากได้หัวใจมาครอบครองไว้เป็นของตน จึงได้นำคันศรธนูมา แล้วยิงไปที่นางฟ้าผู้รักษาประตูสวรรค์หวังจะให้นางฟ้านั้นสลบไป ในชั่วข้ามคืนนั้นเอง เทวดาน้อยแอบเปิดประตูสวรรค์แล้วบินไปยังโลกมนุษย์ กลางดึกของคืนนี้เป็นคืนที่เงียบสงบ มนุษย์ทุกคนต่างหลับกันหมดแล้วเทวดาน้อยจึงแอบบินเข้าไปในบ้านของมนุษย์ทุกคน แล้วไปเอาสิ่งที่เรียกว่า “หัวใจ” ของทุกคนบนโลกมนุษย์ มาคนละหนึ่งดวง แล้วนำลอยขึ้นไปบนสวรรค์ หวังจะขโมยกลับไปเป็นของตน แต่ระหว่างที่เทวดาน้อยกำลังกลับเข้าไป ปากทางของประตูสวรรค์ได้มีนางฟ้าและเทวดาแห่งความรักยืนกั้นอยู่ เทวดาน้อยเห็นดังนั้นจึงบินหนี แต่นางฟ้าองค์หนึ่งได้บินตามเพื่อมาแย่งหัวใจของมนุษย์ทั้งหมดมาไว้ แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อหัวใจทั้งหมดได้เกิดกระจายออก แล้วร่วงโปรยปรายไปยังบนโลกมนุษย์และได้เกิดการสลับสับเปลี่ยนเจ้าของหัวใจกันในค่ำคืนนั้นเอง… เทวดาน้อยถูกลงโทษด้วยการเป็นเด็กตลอดกาล และเปลี่ยนชื่อเป็นกามเทพให้อยู่บนโลกมนุษย์เพื่อตามหาหัวใจสองดวงของมนุษย์ที่ไปอยู่กับใครอีกดวงหนึ่ง ให้มาพบกันตลอดไป...

Tuesday, February 13, 2007

Noix de coco

Un cocotier avec des noix de coco


La noix de coco est le fruit du cocotier (Cocos nucifera), un des représentants de la famille des palmiers ou Arécacées.
Le fruit complet fait jusqu’à 30 centimètres de diamètre. Il comporte un extérieur lisse de couleur vert clair lorsque le fruit n'est pas mûr, tirant sur le brun à maturité. En dessous il y a une épaisse couche, brune et résistante, de fibres ligneuses caractéristique habillant le fruit tel qu'il est présenté en magasin. La taille habituelle de cette partie est de 5 à 15 centimètres. La couche interne du fruit, blanchâtre, est comestible. La noix de coco est riche en oligo-éléments et possède une bonne valeur nutritive.
Elle trouve probablement son origine dans la région indo-malaise (Indo-Malaya). L'explorateur Marco Polo les a décrites à travers ses récits de voyages. Elle est maintenant acclimatée dans la plupart des pays tropicaux.

Monday, February 12, 2007

Versailles

Versailles est une commune française, située dans le département des Yvelines et la région Île-de-France.
Ses habitants sont appelés les Versaillais.
Le nom de « Versailles » vient probablement du latin versare qui signifie verser, retourner. Le terme, daté du XIe siècle, aurait désigné à l'origine des terres labourées (retournées).Un versailles est en effet en vieux français est une terre défrichée. Ce mot a pour synonyme habituel essart, que l'on retrouve dans le nom de la commune Les Essarts-le-Roi non loin de Rambouillet. On trouve également ce terme avec une orthographe plus archaïque sous la forme versail. Néanmoins, la controverse relative à l'éthymologie du nom de la ville royale n'est pas complètement éteinte et d'autres explications ont été avancées:
- une origine germanique ou franque: "Warge" signifierait monticule et "allein" voulant dire isolé ; ce topomyme ferait donc référence à la butte Montboron, mais cette solution reste très contestée dans la mesure où elle ne résoud pas la question du pluriel de Versailles
- une allusion à un ancien droit forestier appelé en latin versagium
- une origine latine en référence à la principale caractéristique du lieu jusqu'au XVIIè siècle: la présence d'un moulin. Le verbe "vertere" donne au supin "versum" qui signifie tourner et "alae", ailes. Versaliis pourrait donc s'interprété comme tournelles ou "tourne-ailes".
La première mention attestée de Versailles date de l'an 1038. Un certain Hugues de Versailles "Hugo de versaliis" est cité dans une charte de l'abbaye de Saint-Pair de Chartres. Ce serait le premier seigneur connu de Versailles. Une deuxième allusion apparait en 1065 dans un acte par lequel un certain Geoffroy de Gometz fonda à cette date le prieuré de Bazainville, non loin de Houdan, qu'il donna à l'abbaye de Marmoutiers. Pour assurer des ressources régulières et suffisantes, il lui accorde plusieurs terres et privilèges, avec en particulier "trois prébendes à Versailles dont l'une se trouve in domino". De ces trois prébendes canoniales, on peut émettre l'hypothèse que celle "in domino" relevait du seigneur de Versailles, les deux autres de l'abbaye tourangelle.
Dans le système féodal de la France médiévale, les seigneurs de Versailles étaient subordonnés directement au roi, sans suzerain intermédiaire entre eux et le roi. Ils n’étaient pas alors d’un rang très important. À la fin du XIe siècle, le premier village s’était établi auprès d’un manoir médiéval et autour de l’église Saint-Julien. La paroisse Saint-Julien de Versailles est citée dans une charte de 1084. Son activité agricole et sa position sur la route de Paris à Dreux et à la Normandie en firent un village prospère, surtout à la fin du XIIe siècle connu comme le « siècle de saint Louis », qui fut une période de prospérité dans le nord de la France, marquée par la construction des cathédrales gothiques. Le XIVe siècle apporta la peste noire et la guerre de Cent Ans, avec leurs cortèges de mort et de destruction. A la fin de la guerre de Cent Ans, au XVe siècle, le village commença à se reconstruire avec une population de seulement 100 habitants.
Au XIVe siècle, Gilles de Versailles exerce la charge de bailli du roi.
En 1561, Martial de Loménie, secrétaire d’État aux finances du roi Charles IX, devint seul seigneur de Versailles. Il obtint l’autorisation d’établir quatre foires annuelles et un marché hebdomadaire le jeudi. La population de Versailles atteignait alors 500 habitants. Martial de Loménie fut assassiné au cours du massacre de la Saint-Barthélemy (24 août 1572) ne laissant que des enfants mineurs.
En 1575, Albert de Gondi, duc de Retz, originaire de Florence arrivé en France avec Catherine de Médicis, acheta la seigneurie de Versailles. Dès lors, Versailles fut la propriété des Gondi, une famille de juristes riches et influents au « Parlement » de Paris. Le petit-fils d’Albert, Henry de Gondi, qui devint cardinal, reçut à plusieurs reprises le roi Henri IV dans son manoir de Versailles. Dans les années 1610, les Gondi invitèrent plusieurs fois le jeune roi Louis XIII à des parties de chasse dans les vastes forêts de Versailles.
Powered By Blogger

About Me